ย้อนกลับไปตอนผมสอบติดโควต้าที่ศิลปากร ในช่วงเวลาปิดเทอม ก่อนที่จะเริ่มขึ้นปีหนึ่งนั้น ทางคณะผมได้จัดให้นักเรียนที่สอบติดโควต้ามาเรียนพิเศษเพื่อปรับพื้นฐานเตรียมพร้อมที่จะเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีวิธีการเรียนต่างจากสมัยมัธยมมาก
และในครั้งนั้น ผมได้พบกับเพื่อน ญ คนหนึ่ง ซึ่งน่ารักมาก แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอ เพราะรู้ว่ามิอาจเอื้อมได้ และผมมันเป็นบ้านนอกเข้ากรุงแต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เธอหยิบยื่นให้กับผมนั้น เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับจาก ญ ใดมาก่อนเลย อาจเป็นเพราะ ผมไม่เคยมีสิ่งที่เค้าเรียกกันว่า "แฟน"
เธอโทรมาปลุกผมทุกเช้าให้เข้าเรียน... ถ้าผมตื่นสาย เธอก็จะมารับผมที่หอ...
เธอรอผมทุกคาบก่อนเข้าห้องเรียน... เธอพาผมไปเที่ยวในที่ต่างๆ...
เธอทำให้ผมรู้จักว่า... การห่วงใยซึ่งกันและกัน...
เป็นครั้งแรก ที่ผมได้พบเจอสิ่งเหล่านั้น และมิอาจห้ามใจให้ ห่างไปจากเธอคนนี้ได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ผมไม่ค่อยสบายนัก เธอก็วางแผนกับเพื่อนอีกคน ให้ผมขับรถไปส่งเพื่อนคนนั้นที่บ้านเธอซึ่งอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อที่จะล่อลวงให้ผมไปหาหมอ และตรวจดูว่าเป็นอะไร
แต่ผมก็ไม่ยอม เพราะมันเป็นอาการประหลาดที่มักเป็นๆ หายๆ
การที่ผมดื้อด้านอยู่นั้น ทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมา.... ทำให้ผมนิ่งไปพักใหญ่ งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จากนั้น... ก็มีหนึ่งประโยค ที่ผมไม่เคยได้ยินมาจากปากใครนอกจากญาติผมเอง ออกมาจากปากเธอ
" ...ถ้าไม่รัก...คงไม่ห่วงหรอก... "
ประโยคนี้ทำให้ผมถึงกับตะลึง ว่า... ทำไมเธอต้องมาเสียน้ำตากับความดื้อด้านของผมด้วย
จากนั้นผมก็ยอมให้เธอควงแขน และลากผมเข้าไปใน รพ. ซึ่งพ่อของเธอก็เป็นนายแพทย์ที่เป็นที่รู้จักของทุกคนใน รพ. นั้น
แต่เธอเองดูจะไม่สนใจสายตาของคนรอบๆข้าง ขณะที่พาผมเข้าไป ผมซะอีกเป็นฝ่ายที่มัวแต่ระแวงคนรอบข้างจะเอาไปพูดให้เธอเสียหาย
หลังจากนั้น... เราก็เริ่มรู้สึกดีๆต่อกันมากขึ้น ให้ความสำคัญของกันและกันมากขึ้นจนกระทั่ง
สิ่งที่เรียกว่า " แฟน " ที่ผมไม่เคยมีนั้น มันได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และพัฒนากลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า " ความรัก "
แต่ความรักของเรานั้น อยู่ได้ไม่จีรังนัก เนื่องมาจากหลายอย่างที่ไม่สามารถทำให้เราอยู่ด้วยกันได้... เราก็เลยต้องห่างกันไป แต่ก็ยังคงคิดถึง และห่วงใยซึ่งกันและกันอยู่เรื่อยมา
เวลาได้ผ่านไปหนึ่งปี... เธอย้ายไปเรียนที่อื่น แต่มันก็ยังไม่สามารถทำให้ผมตัดขาดจากเธอได้... เพราะผมก็พยายามจะติดต่อกับเธอเสมอ ถึงแม้เราจะห่างกันมาก แทบจะได้เจอกันเลย....
29 พ.ย. 46 ในงานวันเกิดครบรอบ 20 ของเธอ ผมได้แต่นั้งมองหน้าเธอ... และพูดกับเธอเพียงไม่กี่คำ โดยหารู้ไม่ว่า... อีก24วันต่อมา...... ผมจะไม่มีโอกาศพบเธอได้อีกเลย
23 ธ.ค. 46 ขณะที่ผมนั่งเล่น internet อยู่ในร้าน ก็มีโทรศัพท์โทรมา แล้วพูดกับผมว่า...
" โกส... ทำใจดีๆนะ ตั้งสติวไว้.... ฝนเสียแล้ว ..... "
วันนั้นเธอกับเพื่อนใหม่เธอขับรถกันจะไปเที่ยว เซ็นปิ่น แต่ดันไปชนเข้ากับทายรถสิบล้อที่จออยู่ แถวๆตลิ่งชัน
...ความตาย... จะพรากตัวเธอไปจากผม... แต่เธอ.. ก็ยังอยู่ในใจของผมตลอดมา
3 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ผมอาจจะเคยพยายามหาคนเข้ามาแทนที่ และหลัวว่าเธอคงดีใจกับสิ่งที่ผมทำ แต่มันกลับทำให้ผมลืม วันสำคัญต่างๆของเธอ และลืมนึกถึงเธอในหลายๆครั้ง
สุดท้าย สำหรับคนอื่นที่ผ่านมานั้นก็ยังไม่มีใครดีเท่าเธอ ไม่มีใครเข้าใจผมได้เท่ากับเธอ....
...เธอ... ผู้ที่ผมเคยสาบานว่า .... " ผมจะรักฝน ตลอดไป "



" ผมจะยอมเป็นเมล็ดต้นสน ที่มักจะโดนต้นสนต้นใหญ่บดบังทั้งแสงแดด และน้ำฝน...
และผมยินดี ที่คุณไม่หันมองขึ้นไปดูต้นสนต้อนใหญ่ เพื่อหวังที่จะพึ่งพิง แต่คุณกลับก้มลงมองบนพื้น แล้วคอยดูแลเมล็นต้นสนเมล็ดนี้ให้มันงอกงามเจริญเติบโต พร้อมที่จะให้คุณได้พึ่งพิง และกลายเป็น ต้น..สนอำ... ที่เราร่วมกันปลูกมันขึ้นมา "
ปล. อยากรู้หล่ะสิ ว่าสนอำ คืออะไร คุณผู้อ่านก็ลอง เปลี่ยนแป้นพิมพ์จากภาษาไทย เป็น eng โดยพิมพ์คำ ว่า ส น อำ ลงไป... แล้วคุณก็จะรู้ว่า.. สนอำ ..คืออะไร
rest in peace na
อ่านแล้วเศร้า ขอให้มีความสุข ในโลกหน้า ทั้งคู่นะครับ